วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2558

แผลเป็น

หากเป็นสิวธรรมดาหัวขาวหรือหัวดำ เมื่อหายจะไม่เป็นแผลเป็น แต่หากเป็นสิวที่มีการอักเสบชนิด nodular หรือเป็นหนอง pustular เมื่อหายอาจจะทำให้เกิดแผลเป็นซึ่งพบได้หลายลักษณะ
  • macule ลักษณะเป็นผื่นแดงไม่นูนซึ่งเกิดจากการอักเสบ รอยแดงอาจจะเป็นอยู่นานหลายเดือนกว่าจะจางหาย
  • Post inflammatory hyperpigmentation คือเป็นรอยด่างดำหลังจากสิวหายแล้ว อาจจะอยู่ได้นาน 18 เดือน เกิดจากการอักเสบของผิวหนัง การป้องกันให้หลีกเลี่ยงแสงแดด อาจจะใช้ยาทาพวกวิตามินเอ หรือกรดผลไม้จะช่วยให้ผื่นจางลง
สาเหตุของการเกิดแผลเป็น
    เมื่อผิวหนังเกิดการอักเสบ ร่างกายจะจัดการแก้ไขโดยเม็ดเลือดขาวจะมาเก็บพวกเชื้อโรคและเซลล์ที่ตายแล้ว ร่วมกับปฏิกิริยาของการอักเสบ ทำให้เกิกดพังผืดบริเวณแผล



    ๅ


    ชนิดของแผลเป็น

    ชนิดของแผลเป็นแบ่งออกเป็นสองชนิดคือ
    1. ชนิดที่เป็นแผลนูน เนื่องจากมีพังผืดปริมาณมากมาเกาะที่แผลทำให้เกิดลักษณธที่เรียกว่า keloid
    2. ชนิดแผลเป็นที่เป็นรอยบุ๋มลงซึ่งมีได้หลายลักษณะ

    ๅ


    การป้องกัน

    การป้องกันที่ดีที่สุดคือลดการอักเสบของสิว โดยการรักษาสิวอย่างถูกต้อง ไม่บีบหัวสิวเอง

    การรักษา

    จดุประสงค์ของการรักษาคือทำให้ผิวหนังกลับสู่ปกติให้มากที่สุด การรักษาสามารถทำได้้หลายวิธี
    • การทำ Soft tissue fillers โดยการฉีดสาร  Collagen หรือไขมัน fat ไปยังบริเวณแผลเป็นเพื่อให้ผิวนูนขึ้นมาทำให้แผลเป็นตื้น ซึ่งจะต้องฉีดเป็นระยะ
    • การลอกหน้า โดยการใช้สารเคมีที่เป็นกรดทาใบหน้าและลอกเอาผิวส่วนบนออก
    • การขัดหน้า Dermabrasion จะใช้ในกรณีมีมีแผลเป็นค่อนข้างมาก ว฿่งจะลอกเอาผิวส่วนบนออก ข้อเสียอาจจะทำให้ผิวคล้ำ
    • Microdermabrasionเป็นการขัดผิวโดยการลอกส่วนหน้าของผิวโดยการเป่า crystals ไปที่ผิว และใช้เครื่องดูดทั้ง crystals และผิวออก ของดีคือผิวไม่ถูกลอก แต่แผลเป็นยังคงสังเกตเห็นแม้ว่าจะทำหลายครั้ง
    • การใช้ laserเพื่อลอกเซลล์หนังกำพร้าออก และจะมีเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่ หลังจากทำหลายครั้งแผลเป็นจะตื้นลง
    • การผ่าตัด โดยการผ่าตัดเอาแผลเป็นออก

    การวินิจฉัยสิว

    คนทั่วไปก็สามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นสิวโดยการตรวจผิวที่ใบหน้า หน้าอก และหลังซึ่งเป็นบริเวณที่พบสิวได้บ่อย เมื่อพบสิวให้ดูจำนวนของสิว ลักษณะของสิวว่าเป็นสิวหัวดำ สิวหัวขาว มีตุ่ม หรือการอักเสบของผิวหนังหรือไม่ซึ่งจะนำมาพิจารณาแบ่งระดับความรุนแรงของสิว หรือจะแบ่งออกเป็น 4 grade ดังนี้

    สิว GRADE 1

    ความรุนแรงของสิวระยะนี้จัดเป็นสิวระดับอ่อน มีสิวจำนวนไม่มากเป็นสิวหัวขาว หรือสิวหัวดำ ไม่ได้ขึ้นทุกวัน และไม่มีการอักเสบ การดูแลสิวในระยะนี้ท่านสามารถซื้อยาทาที่มีส่วนผสมของ salicylic acid and benzoyl peroxide (BPO) ทา แต่ท่านต้องติดตามให้ดี เพราะหากดูแลไม่ดีก็จะกลายเป็นสิว

    สิว GRADE 2

    สิวระยะนี้จัดระดับความรุนแรงปานกลาง สิวระยะนี้พบได้ทั้งผู้หญิง และผู้ชาย จะมีทั้งสิวหัวขาว สิวหัวดำ มีหนอง หรือตุ่มขึ้น และมักจะมีการอักเสบของสิว มักจะพบในผู้หญิงขณะมีประจำเดือน มักจะขึ้นบริเวณใบหน้า
    การดูแลสิวในระยะนี้ยังสามารถใช้ยาที่ซื้อตามร้านขายยา โดยยาจะมีส่วนประกอบของ glycolic acidsalicylic acid, and BPO ทางเลือกอื่นอาจจะไปพบแพทย์ใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง
    ข้อควรระวังต้องติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิดหากอาการไม่ดีขึ้นใน 1 เดือนควรจะพบแพทย์ผิวหนังเพราะอาจจะทำให้เกิดแผลเป็น

    สิว GRADE 3

    สิวระยะนี้จัดระดับความรุนแรงชนิดรุนแรง มีการอักเสบของสิวค่อนข้างมาก ผิวโดยรอบสิวจะบวม แดง และคันจะมีตุ่ม papules หรือเป็น cyst หรือเป็น nodules สิวจะพบที่หน้า หน้าอก และบริเวณหลัง
    การรักษาสิวในระยะนี้จะลดการเกิดแผลเป็น แต่ต้องใช้เวลารักษานานเป็นเดือน หรือเป็นปี

    สิว GRADE 4

    เป็นระดับที่มีความรุนแรงมากที่สุด จะมีอาการปวด มีทั้ง cysts, papules, pustules, และ nodules จำนวนมาก แผลอาจจะลามลงในชั้นลึกและไม่ทางระบายออกสู่ผิวหนัง



    การรักษาสิว

    หลักการรักษาสิว

    การรักษาทั่วไป

    1. รักษาสิวอุดตัน ด้วยตนเองวิธีแรก คือ อย่าปล่อยให้ผิวหน้าสกปรกเป็นเวลานานๆ
    2. เลี่ยงการเช็ดหน้าหรือนวดหน้าแรงจนเกินไป
    3. อย่าใช้ผ้าเช็ดหน้ากดทับบริเวณที่สิวอักเสบ
    4. ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งตามปกติ และใช้ผ้าซับเบาๆไม่จำเป็นต้องล้างบ่อยจนเกินไป เพราะสิวไม่ได้เกิดจากความสกปรก แต่สำหรับในคนที่หน้ามันมาก อาจล้างเพิ่มระหว่างวันด้วยน้ำเปล่า ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการเสียสมดุลของค่า pH บนผิวหน้า ยกเว้น ช่วงที่เสร็จจากการออกกำลังกาย หรือช่วงที่คิดว่าหน้าเราสกปรกมากจริงๆ
    5. เวลาล้างหน้าไม่ควรถูใบหน้าแรงๆ เพราะอาจทำให้สิวเกิดการอักเสบได้
    6. หลีกเลี่ยงภาวะที่ทำให้หน้าชื้นเช่น sauna การทำงานในครัว และสถานที่ที่มีมลพิษมากๆ
    7. งดใช้เครื่องสำอางที่ทำให้เกิดสิว เครื่องสำอางที่เพิ่มความมัน หรือเลือกเครื่องสำอางที่ถูกกับผิวหน้า
    8. งดยาหรือครีมทาก่อนนอน
    9. ห้ามบีบหรือแกะสิวโดยเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้สิวลุกลาม
    10. อาหารสามารถรับประทานได้แต่ก็ควรจะหลีกเลี่ยงอาหารที่มัน และหวานและก็อย่ารับมากจนอ้วน
    11. การเลือกยาทาสิวขึ้นกับชนิดของสิวซึ่งควรจะปรึกษาแพทย์
    12. หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดด
    13. ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าควรเป็นสบู่เหลวอ่อนๆ หรือคลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน และสครับหน้าเบาๆ
    14. ถ้าหากใช้รองพื้นหรือใช้เครื่องสำอาง ควรล้างเครื่องสำอางด้วย Cleansing Remover และล้างหน้าให้สะอาดก่อนนอน
    15. ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีสามารถขจัดแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุของการเกิดสิว หรือที่มีส่วนผสม ของสารสกัดจากพืชธรรมชาติ ที่เหมาะกับสภาพผิว
    16. ระหว่างเป็นสิว ควรงดใช้ผลิตภัณฑ์ใส่ผม หรือเครื่องสำอางที่มีความเหนียวเหนอะหนะ เพราะอาจมีตกค้างอยู่แถวๆไรผมได้ ซึ่งอาจทำให้เป็นสิวได้
    17. ควรใช้มอยซ์เจอไรเซอร์ชนิดออยล์ฟรีทาบนใบหน้า
    18. หากเราเส้นผมมัน ก็ควรสระผมให้สะอาด เพราะสิวอุดตันอาจเกิดขึ้นได้ตามบริเวณไรผม
    19. หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่แรงเกินไปหรือมีส่วนผสมของน้ำหอม น้ำมัน หรือฮอร์โมน โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าที่ระบุว่า ไม่เป็นตัวก่อสิว "Non-comedo genic" คือไม่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน
    20. ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีใดๆก่อนเข้านอน
    21. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มกับปลอกหมอนหรือที่นอน
    22. พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ หากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลให้ระบบฮอร์โมนทำงานไม่สมดุล และมีปริมาณสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้น
    23. พยายามหลีกเลี่ยงความเครียด เพราะการเครียดมากๆจะทำให้ต่อมไขมันทำงานหนัก อาจลดความเครียด ด้วยการนั่งสมาธิ หรือ การฝึกการหายใจ สร้างอารมณ์ขำขัน ทำให้เรามีความสุข ปราศจากความเครียด ซึ่งความเครียดเป็นสาเหตุของสิว
    24. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ
    25. ดื่มน้ำให้มากๆในแต่ละวัน เพราะน้ำจะช่วยล้างสารพิษในร่างกาย
    26. อบไอน้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อเปิดรูขุมขนให้ไอน้ำเข้าไปทำความสะอาด
    27. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าให้น้อยที่สุด เพราะฝ่ามือมีทั้งความสกปรก และแบคทีเรีย ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดสิว
    28. ควรใช้หลังฝ่ามือลูบแทน เพราะหลังฝ่ามือเป็นบริเวณที่เราไม่ยุ่งเกี่ยวมากที่สุด จึงเป็นบริเวณที่ค่อนข้างสะอาด แต่เราควรล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ
    29. ห้ามบีบหรือกดสิวด้วยตัวเอง เพราะหากทำผิดวิธีมักจะก่อให้เกิดแผลและหลุมสิวได้ ซึ่งการบีบจะทำให้เกิดการแพร่กระจายของสิว และยังเป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิวอักเสบด้วย
    30. หากหน้าเรามันมากๆ ควรใช้กระดาษซับหน้ามัน ซึ่งเป็นวิธีช่วยลดความมันบนใบหน้า แต่ก็ไม่ซับทั้งวันจะดูไม่ดีและเสียนิสัย
    31. ควรงดรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง (หรือรับประทานแต่แต่พอดี) เพราะเป็นสาเหตุอีกประการของการเกิดสิว
    32. เลือกรับประทานอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลหรือแป้งต่ำ โปรตีนต่ำหลีกเลี่ยงโปรตีน leucine หลีกเลี่ยงผลิภัณฑ์ที่ทำจากน้ำนม รับประทานผักผลไม้เป็นประจำ การที่เรากินอาหารจำพวกผัก จะทำให้เราสามารถล้างพิษออกจากร่างกายได้ และยังมีวิตามินต่างๆ ซึ่งยังช่วยทำให้เราร่างกายแข็งแรงอีกด้วย ลดไขมันไปในตัว
    33. หยุดสูบบุหรี่
    34. เลือกใช้กันแดดที่ค่า SPF 15 เพื่อป้องกันความมันของเนื้อครีม
    35. ใช้ผลิตภัณฑ์มาส์กหน้าที่มีส่วนผสมจากสารสกัดธรรมชาติที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว และบำรุงผิวอาทิตย์ละครั้ง
    36. หากใช้วิธีต่างๆ ไม่ได้ผล ให้ปรึกษาแพทย์ผิวหนังจะดีที่สุด เนื่องจากสิวอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือ ฮอร์โมน ซึ่งการปรึกษาแพทย์จึงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ควรทำ ซึ่งปัจจุบัน ยังมีคลินิกรักษาหน้าเปิดอยู่ทั่วไป
    37. ใช้เปลือกส้มหรือเปลือกมะนาวที่สับละเอียด ผสมโยเกิร์ต แล้วนำไปพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออก จะสามารถช่วยกำจัดสิวอุดตันออกไปจากใบหน้าได้
    38. ใช้น้ำผึ้งพอกหน้าสัปดาห์ละ 4 ครั้ง ก่อนพอกควรล้างมือให้สะอาด ขณะที่พอกให้ใช้มือนวดหน้าวนไปเรื่อยๆสัก 3 นาที ก็สามารถช่วยเรื่องสิวอุดตันได้อีกทางหนึ่ง


    การรักษาสิว


    การรักษาสิวขึ้นกับชนิดของสิว และความรุนแรงของสิว การเลือกใช้ยาก็เช่นเดียวกัน การรักษาสิวจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 6 สัปดาห์จึงจะบอกว่าไม่ได้ผล


    ยาทารักษาสิว

    • ยาทารักษาสิวจะทาบริเวณที่เกิดสิว มิใช่ทาเฉพาะหัวสิว หากเป็นบริเวณกว่างก็อาจจะจำเป็นต้องใช้ยารับประทาน
    • Salicylic acid 10% is similar in action to retinoids.
    • Azelaic acid มีการระคายเคืองน้อย แต่อาจจะทำให้เกิดผิวสีเปลี่ยนบริเวณที่ทา
    • สำหรับผู้ที่เป็นสิวมีหนองเล็กน้อยอาจจะใช้ยา  benzoyl peroxide ซึ่งจะลดการสร้างไขมัน และยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรีย  P. acnes:
      • ยานี้จะมีการระคายเคือง และจะทำให้ผิวลอกใน3-4 วัน
      • เวลาเริ่มจะใช้ความเข้มข้น 5% และค่อยเพิ่มความถี่ หรือความเข้มข้น
      • ยานี้จะทำให้เกิดอาการแสบร้อนหลังจากทา
      • ยา Benzoyl peroxideอาจจะผสมร่วมกับยา  clindamycin หรือ  erythromycin 
    • ยาทาปฏิชีวนะ:
      • ได้แก่ erythromycinclindamycin และ tetracycline
      • ใช้ยาเป็นเวลานานอาจจะเกิดเชื้อดื้อยาจึงต้องผสมกับยา benzoyl peroxide เพื่อลดอาการดื้อยา
    • ยาทา retinoids:
      • ได้แก่ยา  isotretinoin, tretinoin or adapalene จะลดการเกิดสิว และลดการเกิดอักเสบ
      • ระหว่างการใช้ยานี้ห้ามออกไปตากแดดเพราะจะทำให้เกิดการระคายเคือง Adapalene เป็นยาที่มีการระคายเคืองน้อยที่สุด
      • แม้ว่าการดูดซึมจะน้อยแต่ก็ไม่ควรใช้ในคนท้อง
    ยารับประทานรักษาสิว
    • การใช้ยารับประทานเพื่อรักาาสิวจะต้องใช้เวลาหลายเดือนจึงจะได้ผล ดังนั้นจะต้องรับประทานยาอย่างน้อย 3 -4 เดือนจึงจะเห็นผล
    • สามารถที่จะใช้ยารับประทานรักษาสิวร่วมกับยาทารักษาสิว
    • ผู้ที่มีผิวคล้ำควรจะได้รับยารับประทานให้เร็วเพราะเมื่อสิวหายจะเกิดจุดดำบริเวณที่สิวเกิด
    • ยาปฏิชีวนะยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน ได้แก่ยา erythromycin,Tetracyclines ยาปฏิชีวนะจะให้กับผู้ที่เป็นสิวรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมากจะให้ระยะเวลาไม่เกิน 3-4 เดือนเพื่อลดการดื้อยา หลังจากสิวดีขึ้นจะลดการใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน และใช้ชนิดทาแทน
      • ยารับประทานปฏิชีวนะจะได้ผลดีในสิวที่เป็นหนอง
      • ยาปฏิชีวนะที่ใช้บ่อยคือ doxycycline   minocycline Clindamycin
    • ยาฮอร์โมน:
      • โดยการรับประทานยาคุมกำเนิดก็สามารถรักษาสิวได้ oral contraceptive 
      • ยาคุมกำเนิดที่มีส่วนผสมของ norethisterone ไม่ควรจะใช้เนื่องจากมีฤทธิ์ของ androgenic
      • Spironolactone ได้ผลดีสำหรับผู้สูงอายุ
    • Oral isotretinoin ยาอนุพันธ์ของวิตามินเอ Isotretinoin ใช้รักษาสิวชนิดรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีปกติ การใช้ยานี้จะต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ผิวหนังโดยใกล้ชิดเนื่องจากมีผลข้างของยามาก และอาจจะทำให้ทารกเกิดมาพิการหากได้ยานี้ในระหว่างการตั้งครรภ์
      • ยา retinoid isotretinoin จะลดการสร้างไขมัน
      • การรักษาด้วยยานี้จะต้องติดตามโดยใกล้ชิดเนื่องจากยานี้มีผลข้างเคียง
      • อาการข้างเคียงที่สำคัญคือ ผิว ริมฝีปาก และตาแห้ง ไขมันในเลือดสูง ปวดกล้ามเนื้อเวลาออกกำลังกาย
      • อาจจะทำให้ทารกพิการแต่กำเนิดจึงไม่ควรให้กับคนตั้งครรภ์ ดังนั้นจะต้องคุมกำเนิดระหว่างที่รับประทานยานี้
      • ผู้ที่รับยานี้อาจจะมีอาการซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน มีความคิดจะทำร้ายตัวเอง
    การรักษาสิวโดยไม่ใช้ยา

    • comedone extractor การใช้เครื่องมือเพื่อกดหัวสิว ใช้กับสิวหัวดำ และสิวหังขาว
    • chemical peels การใช้ครีมลอกหน้าเพื่อลอกเอาผิวส่วนหน้าออก และมีเซลล์ใหม่แทนที่เซลล์เดิม
    • การใช้ Laser และแสง light therapy การใช้ Laser และ lightเป็นการรักษาที่ชั้นลึกของผิวหนังโดยที่ไม่ทำลายส่วนบนของผิวหนัง โดยเชื่อว่าจะทำให้ต่อมไขมันสร้างไขมันลดลง สำหรับการใช้แสงเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของการอักเสบ
    • การลอกผิวเช่นการใช้สารเคมี หรือการขัดผิว microdermabrasion ซึ่งใช้ในการลบรอยย่น ตีนกา หรือปผลเป็นเล็กๆ ก็สามารถนำมาใช้รักษาสิวได้


    การรักษาสิวตามระดับความรุนแรง

    การรักษาสิวแบบอ่อน

    ได้แก่สิวหัวดำ สิวหัวขาว สิวที่เป็นไม่มากมักจะรักษาด้วยยาทาเพียงอย่างเดียว และมีข้อควรปฏิบัติดังนี้
    • ล้างหน้าวันละสองครั้งด้วยสบู่อ่อนด้วยน้ำ
    • ทายาสิวใหทั่วบริเวณที่เป็นสิว
    • ให้ทายาบางๆก่อนนอน และทาในตอนเช้า
    • ในช่วง2-4 สัปดาห์แรกอาจจะทำให้หน้าจะแห้ง
    • ทาครีมบำรุงผิวหรือครีมที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนัง เลือกชนิดที่ไม่มีไขมัน
    • หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่มีไขมัน ยากันแสง
    • ใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่าจะเห็นผล
    • หากเกิดอาการระคายเคืองให้ปรึกษาแพทย์
    ยาทาสิวที่สามารถเลือกหาซื้อเพื่อทาสิว
    • น้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับล้างหน้า
    • นาทาที่มีส่วนผสมของกรด  salicylic acid อย่างอ่อน
    • ยาทาที่มีตัวยา Benzoyl peroxide ซึ่งมีทั้งชนิด cream / lotion / gel
    • ยาทาที่มีส่วนผสมของ Azelaic acid
    ยาทาที่แพทย์มักจะจ่าย
    • ยาทาปฏิชีวนะที่มีส่วนผสมของ clindamycin solution หรือ  erythromycin solutionซึ่งเมื่อใช้ร่วมกับ benzoyl peroxideหรือ azelaic acidจะป้องกันเชื้อดื้อยา
    • อนุพันธ์ของวิตามินเอ Retinoids

    การรักษาสิวที่มีระดับความรุนแรงปานกลาง

    การรักษาพื้นฐานจะเหมือนการรักษาสิวที่มีระดับความรุนแรงอย่างอ่อน แต่จะเพิ่มยารับประทานอย่างน้อย 6 เดือน
    • ใช้ยาทา benzoyl peroxide
    • หากตุ่มสิวมีขนาดใหญ่หรือเป็น cyst แพทย์จะทำการระบายหนองออก
    • ให้ยาทาปฏิชีวนะเช่น clindamycin erythromycin
    • ยาทากลุ่มวิตามินเอ
    • ยาทาazelaic acid.
    • ยาปฏิชีวนะที่ให้บ่อยได้แก่  tetracycline, minocycline, doxycycline หรือ erythromycin
    • สำหรับสุภาพสตรีจะให้ oestrogens และ antiandrogensเช่น Diane หรือ spironolactone
    • สำหรับผู้ที่มีสิวอักเสบอาจจะให้ nonsteroidal anti-inflammatory agentsเช่น ibuprofen หรือ naproxen
    • สำหรับสิวที่รักษายากให้ใชอนุพันธ์ของวิตามินเอ  isotretinoin 

    การรักษาสิวที่มีระดับความรุนแรงมาก

    ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้อนุพันธ์ของวิตามินเอ  isotretinoin. ร่วมกับ ยาปฏิชีวนะในระดับสูงเป็นเวลา 6 เดือน
    การรักษาสิวทางกายภาพ
    • การกดสิว ใช้รักษาสิวทั้งชนิดหัวดำและหัวขาว แต่ในกรณ๊รูเปิดเล็กมา อาจจะต้องใช้เข็มหรือเลเซอร์เพื่อให้รูเปิดใหญ่ขึ้น การกดต้องทำให้ถูกวิธีเพราะหากกดผิดจะทำให้สิวถูกดันลึกลง
    • การฉีด steroid เข้าใต้หัวสิว ข้อดีทำให้การอักเสบลดลงเร็ว แต่ถ้าฉีดมากไปหรือลึกเกินไปจะทำให้ผิวหนังบริเวณที่ฉีดเกิดรอยบุ๋ม
    • การใช้ความเย็น ใช้ใไนโตรเจนเหลว นกรณ๊ที่สิวเป็นชนิดถุง
    การรักษาสิวที่มีความรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก
    การรักษาสิวที่มีความรุนแรงปานกลางจะต้องใช้เวลารักษานานกว่าปกติ และจะต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกันหลักการรักษามีดังนี้
    ยาทาที่ควรจะเลือกใช้
    ยารับประทาน
    • ยาปฏิชีวนะได้แก่ tetracyclin minocyclin doxycyclin erythromycin
    • สำหรับผู้หญิงอาจจะให้ยาคุมกำเนิดเช่น Diane 35 หรือ spironolactone
    • ผู้ป่วยบางรายให้ยากลุ่ม NSAID เช่น Ibuprofen หรือ Naproxene แต่ไม่แนะนำให้รับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน
    • สำหรับรายที่ใช้การรักาาอื่นไม่ได้ผลต้องให้ยา isotretinoin
    การรักษาอื่นๆ
    • หากสิวที่เป็น nodular หรือ cyst แพทย์ทำการระบายหนอง


    การรักษาสิวและกลุ่มยารักษาสิวอักเสบ

    1.ดูแลตัวเอง
    ไม่ว่าจะเป็นการรักษาความสะอาดบนใบหน้า เลือกใช้เครื่องสำอางให้เหมาะกับสภาพผิว เพราะความสกปรกที่เกิดขึ้นมาจากความไม่ตั้งใจของเรา ไม่ว่าจะเป็นการลืมล้างมือแล้วเอามือไปสัมผัสใบหน้า หรือบางคนมีผิวหน้าบอบบางแพ้ง่าย แต่ยังใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอม เหล่านี้อาจเป็นตัวการทำให้เกิดสิวได้ เลี่ยงการสัมผัส เช็ดถูหน้า หรือนวดหน้าแรงๆ พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ ดื่มน้ำให้มากๆ ในแต่ละวัน เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ งดอาหารที่มีไขมันสูง หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีมลพิษมากๆ และสถานที่อับชื้น ฯลฯ หากรักษาตามวิธีด้านล่างแล้วแต่ยังไม่ได้ผล แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผิวหนังจะดีที่สุด เนื่องจากสิวอาจเกิดมาจากกรรมพันธุ์ก็ได้

    2.หลีกเลี่ยงแสงแดด                                                                                                                        แสงแดดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวหน้าที่เป็นสิวอยู่แล้วเผชิญกับภาวะที่รุนแรงมากขึ้น หากเราไม่ป้องกันแสงแดดที่จะกระทบต่อผิวหน้าของเราโดยตรง โดยในระหว่างการใช้ยาทารักษาสิวอุดตันเราจำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะผลิตภัณฑ์รักษาสิวส่วนใหญ่นั้นมักมีผลทำให้ผิวหน้าไวต่อแสง และที่สำคัญอย่าลืมล้างครีมกันแดดออกให้สะอาดหมดจดด้วยล่ะ เพราะไม่อย่างนั้นมันจะเกิดการอุดตันซ้ำซ้อนบนใบหน้าของเราได้ จนรักษาไม่จบไม่สิ้น

    3.ควบคุมความมันบนใบหน้า                                                                                                                 เมื่อเราผ่านขั้นตอนการกำจัดสิวอุดตันออกมาจากผิวได้แล้ว สิ่งที่ควรทำอีกอย่างก็คือ ควรลดน้ำมันบนใบหน้าควบคู่ไปด้วย และอย่าให้อะไรมาอุดตันรูขุมขนของเราได้ ถ้าผิวหน้าไม่แพ้ AHA และ BHA เราอาจใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งสองตัวนี้เป็นประจำเพื่อช่วยในการป้องกันการเกิดสิว

    4.ใช้เบนซอยเพอร์ออกไซด์ (Benzoyl peroxide – BP) หรือ ยาบีพี                                              (สามารถช่วยลดสิวอุดตันได้ในระดับปานกลาง) มีอยู่หลายยี่ห้อด้วยกัน เช่น Benzac AC, Enzoxid, Brevoxyl (Water based), PanOxyl (Alcohol based), ACNEXYL (เนื้อเจล) เพียงแค่คุณนำมาใช้ทาให้ทั่วหน้าก่อนการล้างวันละ 2 ครั้ง ทั้งเช้าและเย็นหรือก่อนนอน โดยให้ทาทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด โดยยาประเภทนี้จะออกฤทธิ์ไปลดปริมาณไขมันที่ผิวหนังและช่วยละลายสิ่งสกปรกที่อุดตันตามรูขุมขน จึงช่วยลดการอุดตันของต่อมไขมันได้ สำหรับผู้เริ่มใช้ควรใช้ในขนาดความเข้มข้นต่ำก่อนนะครับ หรือขนาด 2.5% เมื่อผิวเริ่มชินกับยาแล้ว จึงค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาการทาให้นานขึ้น และเพิ่มความเข้มข้นของยาเป็น 5% หรือ 10% ไขมันที่อุดตันก็จะถูกละลาย และสามารถกดออกมาได้โดยง่าย
    1. เบนซอยเพอร์ออกไซด์

    5.ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเรตินอยด์ (Retinoids) หรือ ยาละลายสิวอุดตัน                                                      เป็นสารสกัดจากอนุพันธ์ของวิตามินเอ (สามารถลดสิวอุดตันได้ในระดับดี) มีสรรพคุณช่วยละลายไขมันที่อุดตันให้อ่อนตัวและหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น แต่ยาทาจำพวกนี้ก็มีผลข้างเคียงที่อาจทำให้ผิวแห้ง แดงและลอก ไม่สามารถใช้กับสตรีตั้งครรภ์ได้ อีกทั้งการใช้ยากลุ่มนี้ก็ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนิง โดยยี่ห้อที่รู้จักกันดีและได้รับความนิยมอย่างล้นหลามก็คือ เรตินเอ (Retin-A) ครับ ซึ่งจะมีความเข้มข้นตั้งแต่ 0.025%, 0.05% และ 0.1% ยิ่งมีความเข้มข้นสูงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งละลายสิวอุดตันได้ดีเท่านั้น แต่ก็ทำให้ระคายเคืองผิวมากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นผู้เริ่มใช้ใหม่ๆ คุณควรใช้แบบความเข้มข้น 0.025% ไปก่อนครับ หลังการใช้อาจทำให้ผิวหน้าแห้งลอกออกเป็นขุยและทำให้สิวเห่อขึ้นได้ แต่หลังจากใช้ไปสักระยะหนึ่งแล้ว ผิวหน้าของคุณก็ค่อยๆ ดูสดใสมากขึ้น ไม่มีสิวกวนใจ แถมริ้วรอยตื้นๆ ยังจางลงอีกด้วย (ภาพ : pantip.com by KhongkwanNK)
    1. เรตินเอ

    ปัจจุบันจึงทำให้มีผลิตภัณฑ์เพิ่มเข้ามาอย่างทาซาโรทีน (Tazarotene) ยี่ห้อ Tazorac® และอะดาพาลีน (Adapalene) ยี่ห้อ Differin® ซึ่งยาทาเหล่านี้ถ้าคุณไม่ใจเย็นและใจแข็งในการใช้จริงๆ ก็อาจทำให้ถอดใจล้มเลิกไปกลางคันได้ เพราะตัวยามันจะเข้าไปทำให้ไขมันที่อุดตันในรูขุมขนดันตัวออกมาจากรูขุมขน เลยทำให้เหมือนจะเป็นสิวเยอะขึ้น (สิวเห่อ) หลายคนจึงรับไม่ได้กับสภาพหน้าของตัวเอง จนเป็นเหตุให้หยุดใช้ยาไปเสียก่อน ยิ่งบางคนที่มีแบคทีเรีย P.acne รออยู่บนผิวเยอะ ก็จะยิ่งทำให้มีอาการอักเสบมากขึ้นเข้าไปใหญ่เลยล่ะ แต่อย่างที่บอกถ้าเราไม่เอามันออก มันก็จะอยู่กับเราตลอดไปนั้น ถ้าใครรักษาและอยู่ในช่วงนี้ก็ขอให้ทำใจไว้เลย หากผ่านมันไปได้ในอนาคตใบหน้าอันสดใสก็ไม่ไกลเกินเอื้อมมืออย่างแน่นอน และนอกจากนี้สารสกัดจากวิตามินเอจะช่วยเรื่องสิวแล้ว มันยังช่วยเรื่องริ้วรอยบนผิวหน้าได้อีกด้วย ยิ่งถ้าใช้อย่างต่อเนื่องกันนาน 3 เดือน รูขุมขนจะกระชับขึ้นและลงอย่างแน่นอน
    1. ยาอะดาพาลีน
    เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ประเภท AHA และ BHA                                                                                     สำหรับใครที่ไม่สามารถใช้ Retinoids ได้ คุณอาจใช้สารสกัดประเภท AHA (Glycolic acid) และ BHA (Salicylic acid) ก็ได้ ซึ่งยาเหล่านี้จะมีทั้งในรูปแบบโลชั่นและของเหลวให้เลือกใช้ แม้ว่ามันจะให้ผลช้ากว่า แต่ก็มีผลข้างเคียงน้อยกว่าด้วย โดยในส่วนของ AHA นั้นจะทำหน้าที่ช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว เมื่อเรากำจัดมันได้ ก็เหมือนเป็นการป้องกันการเกิดสิวไปได้ในตัว ส่วน BHA นั้นมันจะลงลึกเข้าไปในรูขุมขนเพื่อละลายไขมัน (ลดสิวอุดตันได้ในระดับปานกลาง) คนที่ใช้ BHA เป็นประจำ จึงทำให้สิวอุดตันจะถามหาได้ยากมาก แม้ว่าจะไม่สามารถทำให้สิวที่แข็งตัวนั้นหลุดออกมาได้ก็ตาม แต่ก็สามารถทำให้มันอ่อนตัวและเอาออกมาได้โดยง่าย

    ฺBHA

    ยารับประทานกลุ่ม Retinoids                                                                                                              อย่างเช่น Roaccutane, Isotretionoin ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 10 และ 20 mg. (ใช้ตามลักษณะความรุนแรงของอาการ) เป็นยาที่ช่วยลดการทำงานของต่อมไขมันในร่างกาย ทำให้หน้าแห้ง หน้ามีความมันน้อยลง และยังลดคอมีโดนที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว เมื่อต่อมไขมันไม่ผลิตไขมัน สิวก็จะไม่เกิด แต่เนื่องจากเป็นยากลุ่มนี้ที่มีผลต่อตับอย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้ เช่น ตาพล่ามัว มีอาการปวดข้อตามร่างกาย และยานี้ต้องจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทานโดยเด็ดขาด

    1. แอคโนติน

    1. การลอกหน้าผลัดเซลล์ผิว (Chemical Peeling)                                                                      ด้วยการใช้น้ำยาเคมีนำมาบนผิวหน้าเพื่อทำให้เกิดการหลุดลอกของเซลล์ผิวหนังชั้นบน ตามมาด้วยการสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน โดยสารเคมีที่นิยมนำมาใช้ก็ได้แก่ AHA หรือ Glycolic acid 30-70%, BHA หรือ Salicylic acid 30-50%, TCA หรือ Trichloroacetic acid 10-30%, Phenol (carbolic acid), Jessner’s solution เป็นต้น เพื่อเป็นการช่วยลดการอุดตันของรูขุมขน ทำให้สิวอุดตันฝ่อตัวและหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามการใช้วิธีนี้มักจะได้ผลในระยะเวลาสั้นๆ คุณอาจต้องทายาร่วมด้วยเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำอีก
    2. กดสิวอุดตัน                                                                                                                              อีกหนึ่งวิธีกําจัดสิวอุดตันที่ใช้ได้เฉพาะกับสิวอุดตันหัวเปิดเท่านั้น และควรทำโดยผู้ที่เชี่ยวชาญและมีอุปกรณ์การกดสิวที่มีคุณภาพเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นและหลุมสิวในภายหลัง ส่วนขั้นตอนการทำนั้นแพทย์จะใช้เข็มฆ่าเชื้อจิ้มไปที่หัวสิวเพื่อให้หัวสิวเปิด หลังจากนั้นแพทย์จะใช้ที่กดสิวกดลงไปตรงสิวที่ใช้เข็มจิ้มเอาไว้ โดยให้สิวอยู่ตรงกลางหรืออยู่ในทิศทางที่เราจะกด แล้วค่อยๆ ออกแรงกดลงไป วิธีนี้จะทำให้สิวอุดตันหลุดออกมาได้โดยง่าย (ภาพ : erk-erk.com)
    1. วิธีกดสิว

    1. การทำไอออนโตหรือโฟโน เป็นการใช้เครื่องมือรักษาสิวอุดตันร่วมกับการใช้เจลวิตามินเอ ซึ่งเครื่องมือประเภทนี้จะช่วยในการผลักยาหรือวิตามินให้ซึมลึกเข้าสู่ผิว ซึ่งวิตามินเอจะช่วยละลายสิวอุดตัน การทำในช่วงแรกๆ อาจทำให้ผิวหน้าแห้งชลอกเป็นขุย ทำให้สิวอุดตันหลุดออกมาได้โดยง่าย ระหว่างการรักษาสิวอุดตันที่มีอยู่เดิมอาจจะเห่อขึ้นมาก่อน (แล้วจะหายในภายหลัง) หากทำเป็นประจำหน้าจะใสขึ้นมาก โดยแนะนำให้ทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ซึ่งจะเห็นผลได้เร็วกว่าการทายาในกลุ่มวิตามินเอแน่นอน โดยเครื่องไอออนโตจะให้ผลในการผลักวิตามินได้ดีกว่าเครื่องโฟโน แต่ข้อเสียของเครื่องไอออนโตคือ เวลาทำจะรู้สึกช๊อตจี๊ดๆ ที่หน้า ไม่เหมือนเครื่องโฟโนที่ทำแล้วรู้สึกสบาย ส่วนราคาในการทำต่อครั้งก็ประมาณ 200-500 บาท

      การกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี (Microdermabrasion – MD) เป็นการผลัดผิวหน้าในส่วนของความลึกระดับผิวหนังกำพร้า ด้วยการพ่นคริสตัลซึ่งทำด้วยผลึกอลูมิเนียมออกไซด์ขนาดเล็ก เพื่อช่วยในการผลัดผิว ผลที่ได้รับก็คือ จะทำให้ผิวหนังส่วนที่มีรอยคล้ำ รอยบุ๋มจากแผลเป็นหรือหลุมสิวที่เกิดในชั้นผิวหนังถูกกำจัดออกไป จนเกิดการสร้างผิวหนังขึ้นมาใหม่ วิธีนี้นอกจากจะช่วยลดรอยดำ แผลเป็น และหลุมสิวได้แล้ว ยังช่วยทำให้สิวที่อุดตันหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น (แต่วิธีนี้ค่อนข้างจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ถ้าจะรักษาสิวอุดตันโดยเฉพาะ ก็ไม่แนะนำให้ทำครับ)

      เลเซอร์สิวอุดตัน อย่างการใช้เลเซอร์ CO2 เหมาะสำหรับคนที่เป็นสิวอุดตันจำนวนมาก อยู่ลึก กดออกได้ยาก หรือกดไม่ออกเลย (ถึงขนาดเอาเข็มจิ้มเปิดหัวก็ยังไม่ยอมออก) ซึ่งการกําจัดสิวอุดตันด้วยเลเซอร์นี้จะมีประสิทธิภาพดีมากกับสิวอุดตันที่อยู่ลึกๆ โดยไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็นและไม่มีเลือดออก แต่ต้องทำอยู่โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังนะครับ ระหว่างการทำเลเซอร์อาจมีเจ็บจี๊ดบ้าง แต่ก็อยู่ในระดับที่พอทนได้ครับ


      สูตร BP + AHA สำหรับสูตรนี้ถือเป็นสูตรเร่งรัดสำหรับคนที่มีสิวอุดตันขึ้นก่อนถึงวันสำคัญ เป็นสูตรเร่งด่วนที่จะช่วยทำให้สิวยุบตัวลงได้อย่างรวดเร็ว วิธีการก็คือ ให้เราใช้ BP มาสู้กับสิวอุดตันเพื่อป้องกันการอักเสบ จากนั้นก็ตามด้วย AHA หรือ BHA ก็ได้ (เพื่อช่วยกำจัดสิ่งสกปรกและละลายไขมันให้ยุบตัวลง) เมื่อลงผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไปแล้ว สิวจะเริ่มแห้งและยุบตัวลง พอมันแห้งเราก็แค่ใช้การแต่งหน้ากลบ โดยเลือกคอนซีลเลอร์ที่ใช้สำหรับกลบรอยสิวโดยเฉพาะ (ห้ามลงเมคอัพตัวอื่นในบริเวณที่เราลงคอนซีลเลอร์) แต่อย่าลืมว่าถ้าเสร็จธุระแล้วก็ต้องรีบล้างเครื่องสำอางออกจากผิวหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้มีสิวเพิ่มขึ้น

      สูตร BP + AHA / BHA + ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเรตินอยด์ เป็นสูตรสำเร็จในการรักษาสิวอุดตันอย่างได้ผล โดยเริ่มจากให้คุณใช้ยา BP นำมาทาให้ทั่วหน้าก่อนการล้างหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที (วันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน) แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด (ยาชนิดนี้จะช่วยฆ่าเชื้อ P.acne ลดปริมาณไขมันที่ผิว และช่วยละลายสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขน จึงช่วยลดการอุดตันของต่อมไขมันได้ ประมาณว่าลดการเกิดสิวใหม่) จากนั้นตามด้วยการทา AHA หรือ BHA เพื่อช่วยกำจัดสิ่งสกปรกและละลายไขมันให้อ่อนตัวลง แล้วก็ตามด้วยผลิตภัณฑ์ประเภทเรตินอยด์ เพื่อช่วยละลายสิวอุดตัน (จะเลือกใช้เรตินเอหรือดิฟเฟอรินก็ได้ครับ ตามความเหมาะสม) แถมอีกนิดว่ายาประเภทนี้จะค่อนข้างไวต่อแสง แนะนำว่าถ้าทาเสร็จแล้วก็ให้รีบปิดไฟแล้วรอประมาณ 20 นาที ก่อนจะลงยาตัวต่อไป (แต่ถ้าใจร้อนก็รอให้ยาแห้งพอก็ได้) ในกรณีที่เป็นสิวอักเสบด้วยก็ให้แต้มหัวสิวอักเสบด้วยคลินดามัยซิน แล้วตามด้วยการบำรุงผิว ส่วนตอนกลางวันนั้นก็แค่ใช้บีพีแล้วล้างหน้าตามปกติ ทาครีมบำรุง และตามด้วยครีมกันแดด เป็นอันจบครับ ทำได้ประมาณ 1-3 เดือน รับรองได้เลยว่า หล่อสวยกันทุกคนครับ

    อาหารต้านสิว

    ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันยังไม่มีการศึกษายืนยันว่าอาหารบางประเภทจะทำให้สิวกำเริบ และอาหารบางประเภทจะป้องกันการเกิดสิว หากถามแพทย์หรือผู้ป่วยส่วนใหญ่จะพบว่าอาหารมีความสัมพันธ์ดังกล่าว  เชื่อว่าอาหารมีผลต่อการเกิดสิวประมาณร้อยละ25 ส่วนร้อยละ75ที่เหลือมาจากฮอร์โมน ความเครียด การนอนหลับ แนะนำสำหรับผู้ที่มีผิวมันให้รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ รับประทานธัญพืช หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มาจากนม เนื้อสัตว์ chocolate, french fries, และอาหารขยะ

    อาหารต้านสิว

    วิตามินเอ พบมากในอาหาร fish oil, salmon, carrots, spinach, and broccoli วิตามินเอ จะควบคุมวงจรของเซลล์ผิวหนัง ดังนั้นจึงไม่มีเซลล์ตายและไขมัน ธาตุสังกะสี Zinc มีหลักฐานว่าผู้ที่เป็นสิวจะมีปริมาณธาตุสังกะสีต่ำกว่าปกติ ธาตุสังกะสีจะป้องกันการเกิดสิวโดยยับยั้งการเจริญเติบโตของ P. acnes ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว ธาตุสังกะสีพบมากในอาหาร turkey, almonds, Brazil nuts, จมูกข้าวสาลี  Vitamins E และ C เป็นสารต้านอนุมูลอิสระเชื่อว่าจะป้องกันการเกิดสิว วิตามินดังกล่าวพบมากในอาหาร ผัก และผลไม้เช่น ส้ม มะนาว องุ่น มะละกอ มะเขือเทศ ถั่ว น้ำมันมะกอก น้ำมันทานตะวัน avocados, broccoli, และผักใบเขียว
    ธาตุ Selenium ธาตุนี้จะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระป้องกันเซลล์ผิวหนังถูกทำลายจากสารอนุมูลอิสระ มีการศึกษาว่าหากให้ธาตุนี้ร่วมกับวิตามินอี 12 สัปดาห์จะทำให้สิวดีขึ้น ธาตุ Seleniumพบมากในจมูกข้าวสาลีปลาทูน่า ปลาแซลมอน ไข่ ข้าวกล้อง
    น้ำมันปลา Omega-3 fatty acids เชื่อว่าน้ำมันปลาจะลดการอักเสบ น้ำมัปลาจะพบมากในอาหาร ปลา salmon และปลา sardines น้ำมันflaxseed oil ถั่ว walnuts น้ำมันทานตะวัน almonds. 

    น้ำ น้ำจะเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังซึ่งจะทำให้การขับของเสียออกจากร่างกาย


    อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงระหว่างที่มีสิว

    -       chocolate และอาหารขยะ
    -        ผลิตภัณฑ์จากนม แม้ว่ายังไม่มีหลักฐานยืนยัน น้ำตาลพบว่าผู้ที่รับประทานอาหารที่มี glycemic index สูงจะเกิดสิวได้มากกว่าผู้ที่กินอาหารที่มี glycemic index ต่ำ

    วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2558

    อื่นๆ

    ดื่มนมแล้วสิวขึ้น



    "นมเป็นสาเหตุทำให้เกิดสิว"

    ในน้ำนมมีอะไร ทำไมกินแล้วถึงเป็นสิว?
    ·       ฮอร์โมนที่อยู่ในวัว เป็นปัจจัยหลักที่เป็นผู้ต้องสงสัยทำให้เกิดสิว ถ้ามองถึงความเป็นไปได้ก็คงไม่ต่างกับคนที่เป็นสิวเพราะการกระตุ้นของฮอร์โมน

    ·       ไอโอดีนกระตุ้นการเกิดสิว ไอโอดีนถูกยกให้เป็นอีกหนึ่งผู้ต้องสงสัยที่ทำให้เวลากินนมแล้วสิวขึ้น โดยไอโอดีนเป็นสารที่ผู้เลี้ยงให้กับวัวเพื่อช่วยในเรื่อภูมิต้านทานในร่างกาย โดยการเป็นสิวเพราะไอโอดีนนั้นจะคล้ายกับคนที่สิวขึ้นเวลากินอาหารทะเล เพราะในอาหารทะเลก็มีปริมาณไอโอดีนสูงเหมือนกัน


    กินช็อกโกแลตทำให้เป็นสิว จริงเหรอ?

    กินช็อกโกแลตทำให้เป็นสิว จริงเหรอ?

    ช็อกโกแลตที่เราทานกันนั้นประกอบด้วยนมและน้ำตาลในปริมาณที่สูงมากเมื่อเทียบกับส่วนประกอบทั้งหมด และอยู่ในปริมาณที่สูงเมื่อเทียบกับขนมอื่นๆ ซึ่งจากผลการวิจัยบอกว่าการได้รับน้ำตาลในปริมาณที่สูงต่อวันจะทำให้สารไอจีเอฟมากขึ้น โดยสารตัวนี้จะทำให้ผิวหนังเกิดการแบ่งตัวเร็วขึ้น และมีความหนาขึ้น ทำให้รูขุมขนของเราเล็กแคบลงเกิดการอุดตันขึ้นได้ง่าย จึงเป็นการกระตุ้น รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการเกิดสิวอุดตันนั่นเอง

    ส่วนในนมที่นำมาใช้ในการทำช็อกโกแลตส่วนใหญ่ที่เราทานกัน เป็นนมที่มีไขมัน รวมทั้งนมเป็นส่วนประกอบหลักของช็อกโกแลต ซึ่งพบว่าการบริโภคนมหรือผลิตภัณฑ์ใดๆที่ทำจากนมมากเกินไปจะทำให้เกิดสิวเช่นเดียวกับน้ำตาล






    เครียด  นอนดึก ทำให้เกิดสิวจริงหรอ

    เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ฮอร์โมนเพศในร่างกายจะมีระดับสูง ซึ่งมีผลกระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานมากขึ้น ผลิตไขมันออกมามาก ส่งเสริมให้เกิดการอุดตันได้ง่าย หากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ เครียด อดนอน ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของสิวมากขึ้น.

    การนอนดึกทำให้ร่างกายเกิดความเครียดขึ้น เพราะมีเวลาพักผ่อนฟื้นฟูสภาพผิวน้อยลง การขยายของแผลสิวและเปิดสิวจะช้าลงกว่าเดิม ทั้งยังทำให้มีการหลั่งของฮอร์โมนในร่างกายที่ผิดปกติจากความเครียดที่ว่า เป็นผลทำให้หน้ามันมากขึ้น รูขุมขนขยาย เกิดสิวเห่อ สิวอัดเสบเปิดใหญ่ หรือเป็นเม็ดไตสิวขึ้นได้

    โดยรวมทำให้ร่างกายอ่อนแอลง ภูมิต้านทานลดลง จึงควรเข้านอนก่อน 22:00 น. หรือก่อน 24:00 น. ให้ได้ และพักผ่อนให้ครบ 6 - 8 ชม.  เพราะช่วงเวลา 22:00 น. - 02.00 น.   ร่างกายจะมีการผลิตและซ่อมแซมเซลล์ผิวใหม่



    ยาคุมรักษาสิว

    ทำไมยาคุมถึงช่วยลดการเกิดสิวได้?

        ก่อนอื่นของพูดหลักการการลดสิวของยาคุมเหล่านี้อย่างสั้นๆกันก่อน คืออย่างที่เราเข้าใจกันอยู่แล้วว่า สิวฮอร์โมนนั้นมันเกิดจาการที่ฮอร์โมนในร่างกายของเรามันไม่สมดุลกัน โดยฮอร์โมนที่ทำให้เกิดสิวนั้นก็คือ
    ฮอร์โมนแอนโดรเจน(Androgen) ซึ่งมันก็คือฮอร์โมนเพศชายนั่นเอง พูดง่ายๆคือร่างกายของคนเป็นสิวฮอร์โมนมักจะมีฮอร์โมนแอนโดรเจนมากเกินความเป็นจริง เพราะฉะนั้นหากเราต้องการรักษาสิวที่เกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนนั้น ก็ทำได้โดยการพยายามลดฮอร์โมนแอนโดรเจนลง ไม่ให้มันมีมากเกินไป เมื่อฮอร์โมนเพศชายลดลง อาการหน้ามัน ผมร่วง เป็นสิวก็น้อยลงตามไปด้วยนั่นเอง




    ทำไมจึงเป็นสิวช่วงมีรอบเดือน

    ผู้หญิงส่วนมากจะรู้สึกตัวล่วงหน้าก่อนการมีประจำเดือนประมาณ 3-7 วัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของสาวๆ นั้นเกิดขึ้นก่อนเวลานั้นไปอีกราวๆ 14 วันซึ่งเป็นเวลาที่ฮอร์โมนของร่างกายเริ่มเพิ่มระดับขึ้น ระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) และโปรเจสเตอโรน (progesterone) จะแกว่งไปมาเมื่อรังไข่เริ่มสร้างฮอร์โมนอีกตัวหนึ่งคือเทสโตสเตอโรน (testosterone) ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะทำให้มีการผลิตน้ำมันจากต่อมไขมันเพิ่มมากขึ้นและทำให้รูขุมขนหดตัวลง สองอย่างนี้รวมกันเป็นสาเหตุอย่างดีที่จะทำให้รูขุมขนอุดตันและ เกิดสิวอักเสบ และเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด (โห ว่าไปนั่น) ฮอร์โมนเทสโตสเตอโรนจะทำหน้าที่เพิ่มปริมาณไขมันขึ้นไปอีก ทำให้ใบหน้าของสาวๆ หลายคนต้องกลายเป็นสนามประชันเม็ดสิวกนไปเลยเชียว และเชื่อได้เลยว่ามีสาวๆ หลายคนที่ไม่ได้กลับไปตรวจดูปฏิทินเมื่อเป็นสิวหรอก ทั้งที่จริงๆ แล้วเป็นวิธีที่ง่ายมากที่จะช่วยยืนยันว่าการเป็นสิวนี้เกิดเพราะระดับของฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งถ้าการเป็นสิวอยู่ภายในเวลาสองสัปดาห์ของการมีรอบเดือน หรือสิวนั้นเกิดขึ้นบริเวณแนวขากรรไกรล่างหรือบริเวณคาง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ก็เป็นไปได้มากๆ ที่เรากำลังเผชิญกับการเป็นสิวในช่วงมีรอบเดือนนั่นเอง